Master Degree

การกระทำอันไม่ชอบธรรมทางการศึกษา (Educational Malpractice) จบแล้วไม่มีงานทำ...เราต้องแบกรับเพียงคนเดียว(หร่อ)?


" สถานศึกษาที่ไม่สามารถผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพได้ สถาบันฯ อาจารย์ผู้สอน หรือใครควรที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้หรือไม่? "


 

          ปัจจุบันสถาบันการศึกษาถือเป็นการประกอบธุรกิจประเภทหนึ่ง (For-Profit Organization) เพราะลักษณะการประกอบการนั้นมุ่งหวังกำไรจากการดำเนินการ นิสิต/นักศึกษาที่เข้าไปเรียนต่างก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ใช้เวลาเรียน 3-4 ปีหรือมากกว่า แต่เมื่อจบการศึกษาแล้วกลับไม่สามารถหางานที่เหมาะสม คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายและเวลาที่หมดไปในสถาบันการศึกษา อย่างนี้ถือว่าสถานศึกษาต้องรับผิดต่อนักศึกษาอย่างไรหรือไม่? สถาบันการศึกษาจำนวนมากมีการประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้มาเรียน มีกิจกรรมต่างๆ ดึงดูดให้คนมาสมัครเรียน มีการอ้างถึงความสำเร็จของผู้ที่จบการศึกษาที่จบไปแล้วประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน มั่งคั่งมั่นคง มีเกียรติในสังคม ในสถาบันมีเครื่องมือและอุปกรณ์ใช้เพื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและที่สำคัญคือมีคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดใจให้ผู้ที่ต้องการศึกษาในมหาวิทยาลัยตัดสินใจสมัครเข้ารับการศึกษา และคาดหวังว่าเมื่อจบการศึกษาจากสถาบันเหล่านั้นจะมีงานที่ดีรองรับและมั่งคั่งร่ำรวยดังเช่นที่มหาวิทยาลัยประชาสัมพันธ์ไว้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะบัณฑิตจำนวนมากไม่สามารถหางานทำได้ ไม่สามารถหารายได้เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ไม่สามารถคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ ทั้งๆ ที่ได้เรียนกับสถาบันที่กล่าวอ้างว่าดีมีคุณภาพ


          เมื่อไม่นานที่ USA ได้มีปรากฎการณ์ผู้สำเร็จการศึกษาที่เรียนจบแล้ว ไม่สามารถทำงานมีรายได้พอที่จะส่งคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและถูกสำนักงานกู้ยืมเพื่อการศึกษาติดตามทวงถาม/ดำเนินคดี พวกเขาเหล่านั้นโต้แย้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากพวกเขา แต่เกิดจากมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถทำให้พวกเขาจบการศึกษา มีงานทำที่ดี มีรายได้พอเพียงที่จะดำรงชีวิต ส่งผลให้พวกเขาไม่มีเงินเหลือพอส่งคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยและคณะจารย์ไม่ได้ทำให้พวกเขามีความรู้/ความสามารถเพียงพอในการประกอบวิชาชีพตามที่ได้ศึกษามา
 

          ในประเทศไทยก็พบเจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน เพราะมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดมีลักษณะการบริหารจัดการแบบองค์กรแสวงหาผลกำไร (For-Profit Organization) เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งทั้งหมดจัดตั้งขึ้นเพื่อผลิตบัณฑิตที่ต้องใช้เงิน ใช้เวลาเรียนหลายๆ ปี และจำนวนมากที่ต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ถือเป็นการลงทุน แต่เมื่อจบการศึกษาแล้ว กลับไม่สามารถหางานที่ได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน ไม่สมกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษาทั้งโดยตรงและโดยแฝงว่าโดดเด่น มีผู้จบการศึกษาประสบความสำเร็จ ผลิตบัณฑิตได้ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน มีครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งการสอนการวิจัย มีอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อการเรียนการสอน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ไม่รวมถึงกลยุทธ์วิธีการทางการตลาดที่ใช้ระบบขายตรง หาคนมาเรียน มีการให้ค่านายหน้า ส่วนลด เปอร์เซ็นต์ แจกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จัดอาหารเลี้ยงดูระหว่างพักพร้อมของว่าง และอีกมากมายหลายอย่างหลายวิธีที่แต่ละสถาบันจัดสรรขึ้นมาเพื่อเอาใจผู้มาเรียน และนี่คือการขายบริการเช่นกัน


          แน่นอนว่าสิ่งที่สรรหาให้ผู้เรียนที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน ก็จะเป็นเรื่องการลงทุนทางธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ประเด็นสำคัญคือผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่สามารถหางานทำได้ ผลการสำรวจของหลายสถาบันพบว่าผู้ที่จบปริญญาตรีของบ้านเรามีอัตราการว่างงานสูงที่สุด สูงกว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับอาชีวะ และที่สำคัญคือผู้มีความรู้จบปริญญาตรีกว่า 30,000 คนเป็นคนจนที่ขอรับสวัสดิการจากรัฐ นอกจากนี่ยังมีบัณฑิตปริญญาโทและปริญญาเอกอีกนับพันคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการจากรัฐ การผลักภาระทั้งหมดให้ผู้รับการศึกษาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถความชำนาญของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งที่ผิวเผินเกินไป เพราะถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วถ้าพวกเขาไม่เรียน ก็จะส่งผลให้พวกเขาไม่มีงานทำ/ไม่มีรายได้ หากเป็นเช่นกันพวกเขาก็คงโทษใครไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาขวนขวายเพื่อว่าจะได้มีความรู้/ความสามารถมาประกอบวิชาชีพ แต่เมื่อจบมาแล้วกลับไม่มีงานทำหรือมีงานทำแต่เป็นงานที่มีรายได้น้อยจนกระทั่งไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ อย่างนี้สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทไปทั้งเวลา ทั้งเงินทุน ก็สูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบหร่อ?

 

          บางครั้งอาจจะต้องหันมาคิดใหม่ว่ามหาวิทยาลัยกว่า 200 แห่งที่ยังเปิดสอนอยู่ได้ดำเนินการอย่างรับผิดชอบในผลผลิตของตัวเองแล้วหรือยัง และถ้ายังก็น่าจะต้องรับผิดในความสูญเสียทางการศึกษาด้วย ไม่ใช่ลอยตัว...ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแบบในปัจจุบันนี้ ระบบความรับผิดจากการประกอบวิชาชีพโดยมิชอบ (Malpractice) ได้ใช้กับผู้ประกอบวิชาชีพทั้งหลายมานานแล้วไม่ว่าเป็น แพทย์ ทนายความ นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก แต่เราอาจจะลืมคิดไปว่า ครู/อาจารย์ มหาวิทยาลัย ก็เป็นผู้มีวิชาชีพเช่นเดียวกัน จึงควรมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะรับผิดในฐานประพฤติมิชอบในวิชาชีพ (Malpractice) เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพอื่นๆ ไม่ใช่หรือ


          คงถึงเวลาที่จะต้องมาประเมินทั้งสถาบันการศึกษาและครู/อาจารย์ในสถาบันการศึกษา ว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในด้านการเรียนการสอนในฐานะผู้มีวิชาชีพว่าเป็นผู้มีความสามารถ (Competency) อยู่ในมาตรฐานไหม? ตัวชี้วัดที่สำคัญคงไม่ใช่แค่ใบปริญญาของบุคคลากรหรือบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา แต่เป็นความรู้ความสามารถของบัณฑิตที่จบการศึกษาจากสถาบันนั้นๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากกว่า


 

" แต่ถ้าเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำหรือมีรายได้ไม่มากพอ ดังที่มหาวิทยาลัยได้โฆษณา/ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เข้ามาเรียน ก็ต้องถือว่าเป็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงที่จะต้องมีคนรับผิด "
 




ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ

รีวิวหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

Accelerated MBA Program (AMBA) บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Accelerated MBA Program (AMBA) เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ...

CEO MBA บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เพื่อดึงศักยภาพนักบริหารในแต่ละบุคคลออกมา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ...

MSc in FIRM (Financial Investment and Risk Management) วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงินการลงทุนและการจัดการความเสี่ยง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

MSc in FIRM (Financial Investment and Risk Management) ...