Master Degree

สถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น ทุ่ม 200 ล้าน เตรียมความพร้อมต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ เพื่อก้าวสู่ความเป็น International

          สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (Thai-Nichi Institute ofTechnology : TNI) เปิดดำเนินการมาครบ 10 ปีแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วกว่า 4,500 คน และมีอัตราเข้าทำงาน 100% โดย 50% ของบัณฑิตที่จบไปเข้าทำงานในบริษัทของประเทศญี่ปุ่น
 



          ทางด้าน รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น อธิบายให้ฟังว่า สถาบันได้วางแนวทางสำหรับการผลิตนักศึกษาไว้ 3 เสาหลักๆ คือ ต้องสามารถปฏิบัติงานได้ มีภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษดี และมี Soft Skills โดยสิ่งที่จะพัฒนาต่อคือให้นักศึกษาจบออกไปแล้ว สามารถทำธุรกิจของตัวเองได้ หรือต่อยอดธุรกิจจากงานประจำ และไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะปัจจุบันหลายบริษัทจำกัดจำนวนพนักงาน หรือรับพนักงานลดลง


          สถาบันฯ จึงผลักดันและสนับสนุนให้นักศึกษาหาแนวทางของตัวเองให้เจอ เพื่อสามารถทำงานได้จริงและประกอบอาชีพได้ ตลอดจนเป็นบัณฑิตคุณภาพดีที่ออกไปร่วมสร้างสรรค์สังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะ TNI ก่อตั้งโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. จึงได้มีการร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อเป็นทิศทางในการดำเนินงานให้ก้าวทันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีทั้งหมด 5 ด้าน อาทิ


 

1. พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้โดยใช้ระบบสารสนเทศอย่างเหมาะสม ด้วยการเปิดหลักสูตรออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์ม MOOC : Massive Open Online Course ในการฝึกอบรม และการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตร เพื่อให้บริการด้าน HRD (Human Resource Development) สำหรับบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทางสถาบันฯ ก็ได้เข้าไปช่วย ส.ส.ท. ทำเนื้อหา และแพลตฟอร์ม รวมถึงเป็นวิทยากร ซึ่ง MOOC ได้รับความสนใจ และตอบรับจากทั้งภาคอุตสาหกรรมของไทยและต่างประเทศ ตอนนี้มีนิคมอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นและกัมพูชาติดต่อเข้ามาแล้ว นอกจากนี้เรามีแผนที่จะนำ MOOC มาใช้สำหรับพัฒนานักศึกษาอีกด้วย เนื่องจากเล็งเห็นว่าบางวิชามีความยาก และนักศึกษาอาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ จึงจะจัดทำรายวิชาบน MOOC เพื่อให้นักศึกษาสามารถทบทวนเนื้อหา ขณะเดียวกันจะขยายไปถึงการเปิดอบรมด้านภาษาด้วย เพื่อให้นักศึกษาสามารถฝึนฝนได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งการเรียนผ่าน MOOC นั้นถือว่าเป็น Solution อย่างหนึ่งที่จะช่วยให้องค์ความรู้กระจายไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น


2. สร้างศูนย์ความเชี่ยวชาญ โดยจัดตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น TQM (Total quality management), Intelligent System Integration และ Data Science & Analytics
 

3. สร้างศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในสาขาเฉพาะทาง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต อาทิ ระบบอัตโนมัติ, Robotics, การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมและการบริการ
 

4. จัดตั้งศูนย์การสร้างธุรกิจใหม่สำหรับนักเทคโนโลยี และผู้ประกอบการรายใหม่ ด้วยการให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้เชี่ยวชาญที่ค่อยให้คำแนนำ ร่วมไปถึงเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ที่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
 

5. ขยายกิจกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ



          ท่าน รศ.ดร.บัณฑิต อธิการบดีสถาบันฯ ยังขยายความเพิ่มเติมอีกว่า ภายในปีการศึกษา 2561 จะเปิดหลักสูตรอินเตอร์ในทุกคณะ โดยมี 3 หลักสูตร ได้แก่ Digital Engineering, Data Science & Analytics และ International Business Management ในรุ่นแรกจะเปิดรับหลักสูตรละ 40 คน ค่าเรียนอยู่ที่ปีละ 110,000 บาท โดยทางสถาบันออกไปทำตลาดตามโรงเรียนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งได้ตั้งกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนเป็นคนไทย 75% และต่างชาติ 25%
 

          สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มองไว้คาดว่าจะเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย รวมถึงประเทศบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นเครือข่ายของ TNI อยู่แล้ว โดยจะใช้กลยุทธ์ด้านทุนการศึกษาในการดึงดูดนักศึกษาใหม่ การขยับมาเปิดหลักสูตรอินเตอร์เป็นเพราะเล็งเห็นว่าคนหันมาเรียนหลักสูตรอินเตอร์มากขึ้น ในขณะเดียวกันยังพบว่าโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาของรัฐและเอกชน ต่างก็หันมาเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษเยอะกว่าเดิม รวมไปถึงการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติ ดังนั้น จึงถือว่าโอกาสในตลาดยังมีอีกมาก อย่างไรก็ตามตลาดสถาบันอุดมศึกษาจะต้องมองสภาพความเป็นจริงที่ปัจจุบันประชากรเด็กเกิดลดลง ทำให้จำนวนเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงตามไปด้วย


          ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาคงไม่อาจหวังยอดนักศึกษาใหม่ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว โดยสิ่งที่ทำได้คือรักษายอดเดิมเอาไว้ให้ได้ หรือปรับเป้าหมายของจำนวนนักศึกษาใหม่ให้น้อยลง โดยตอนนี้ทางสถาบันฯ มีนักศึกษา 4,400 คน จาก Facility ที่สามารถรองรับนักศึกษาได้ 4,500 คน อย่างไรก็ตามขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างอาคารใหม่ 6 ชั้น ซึ่งมีทั้งโรงอาหารใหม่ หอประชุม และห้องเรียนสำหรับหลักสูตรอินเตอร์ คาดว่าจะรองรับเด็กเพิ่มเติมได้อีก หรือรับได้ถึง 5,000 คน โดยอาคารใช้งบประมาณก่อสร้าง 200 ล้านบาท ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2561 เพื่อทันกับการเปิดหลักสูตรอินเตอร์


          ทั้งนี้ท่านอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นได้วางเป้าหมายของ TNI ในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ว่า ต้องการให้ 3 สาขาของสถาบัน คือ วิศวกรรมศาสตร์, บริหารธุรกิจ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ติด TOP 3 ของมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งจาก 3 เสาหลักของสถาบันที่ว่า บัณฑิตจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพสูง มีทักษะด้านภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และมี Soft Skills ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานและผลักดันทำให้ TNI ก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

 

 

ข้อมูลจาก : prachachat

รีวิวหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

การจัดการธุรกิจบริการระหว่างประเทศ International Hospitality Management (IHM) มหาวิทยาลัยศรีปทุม

Intensive English Course สำหรับการเรียนที่วิทยาลัยนานาชาติ ...

ธุรกิจการบิน Airline Business (IAB) มหาวิทยาลัยศรีปทุม

Intensive English Course สำหรับการเรียนที่วิทยาลัยนานาชาติ ...

การจัดการตราสินค้าหรูหรา Bachelor of Business Administration in Luxury Brand Management มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลักสูตร Luxury Brand Management เป็นหลักสูตรสี...